RSS

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค

30 เม.ย.

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค

 การวิเคราะห์ทางเทคนิคคืออะไร

การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นการใช้ข้อมูลราคาและปริมาณมาพยากรณ์การเคลื่อนที่ของราคาในอนาคต โดยเปรียบเทียบกับเวลา

มันเป็นการวิเคราะห์ที่ได้ผลหรือเป็นแค่การเดาสุ่ม

มีการโต้เถียงกันอย่างมากในเรื่องนี้ ฝ่ายเห็นด้วยก็ว่า รูปแบบของราคาหุ้นเป็นการแสดงถึงพฤติกรรมของนักลงทุน และเนื่องจากพฤติกรรมของคนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว คุณจึงอาจได้เห็นรูปแบบราคานั้นอีกครั้งในอนาคต บางคนก็ว่ารูปแบบของราคาแสดงถึงพฤติกรรมของนักลงทุนที่ลังเลในการตัดสินใจเมื่อได้รับข้อมูลใหม่ๆ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่สามารถตัดสินใจได้ทันทีที่ได้รับข้อมูล แต่จะมีนักลงทุนบางกลุ่มที่สามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว ซึ่งกราฟสามารถจับพฤติกรรมนั้นได้ว่ามีการทะยอยซื้อหรือขาย บางคนก็ว่ารูปแบบราคาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้ไม่รู้ว่าทำไม แต่ก็ไม่ควรลงทุนในทิศทางตรงข้ามกับมัน ส่วนกลุ่มสุดท้ายก็ว่า นักลงทุนมีลักษณะมองโลกในแง่ดีและแง่ร้ายสลับไปมา ซึ่งการวิเคราะห์ทางเทคนิคสามารถประมาณการณ์มันได้

ในด้านที่ไม่เห็นด้วยก็ว่า มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ และไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะใช้มันในการตัดสินใจ ส่วนพวกที่ต่อต้านอย่างมากก็ว่า ผลการดำเนินงานในอดีตและอนาคตอาจเกี่ยวพันธ์กัน แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นอย่างนั้นเสมอไป ดังนั้น การตัดสินใจซื้อขายหุ้นของพวกที่วิเคราะห์ทางเทคนิคก็ไม่ต่างอะไรกับพวกที่ดูดวงดาวเพื่อพยากรณ์อนาคต

ผมเป็นนักลงทุนที่วิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน ผมจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือไม่

อันนี้แล้วแต่เลยครับ คุณอาจจะใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเข้าช่วยในเรื่องจังหวะในการเข้าซื้อหรือขายหุ้นที่คุณวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐานแล้ว เช่นถ้าตลาดไม่ดีคุณอาจรอเพื่อหาจังหวะในการเข้าซื้อ แต่ถ้าคุณเห็นว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่สามารถช่วยให้คุณเข้าซื้อได้และมันก็ไม่ได้มีผลทำให้หุ้นขึ้นแต่อย่างใด คุณอาจซื้อมันเลยโดยวิเคราะห์แล้วว่าราคาที่เข้าซื้อนี้คุณพอใจ ในกรณีนี้คุณก็ไม่จำเป็นต้องทราบเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค

ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่คืออะไร

เป็นการคำนวณหาค่าเฉลี่ยราคาหุ้นในช่วงหนึ่งในขณะที่วันต่อมาราคาหุ้นได้เปลี่ยนแปลงไปค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย แต่ด้วยอัตราที่ช้ากว่า

หลักการคำนวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบพื้นฐาน ทำได้โดยนำราคาของวันปัจจุบันและวันก่อนหน้านี้มารวมกัน แล้วหารด้วยจำนวนวันที่ต้องการเฉลี่ยทั้งหมด ซึ่งจะขึ้นอยู่กับเส้นค่าเฉลี่ยนั้นว่า จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มในระยะสั้น กลาง หรือระยะยาว และสำหรับวันถัดไปสามารถหาค่าเฉลี่ยได้ โดยตัดข้อมูลวันแรกสุดออกไป และเอาราคาของวันล่าสุดเข้ามาแทนที่ จากนั้นก็นำมาคำนวณโดยวิธีเดียวกัน เช่น ถ้าต้องการหาค่าเฉลี่ยระยะสั้น 10 วัน ราคาสำหรับ 10 วันสุดท้ายจะถูกนำมารวมกันแล้วหารผลทั้งหมดด้วย 10 เนื่องจากข้อมูลทั้งหมด (ในที่นี้คือ 10 วัน แล้วหารผลทั้งหมดด้วย 10 เนื่องจากข้อมูลทั้งหมด (ในที่นี้คือ 10 วันสุดท้าย) จะถูกเฉลี่ยเคลื่อนที่ (MOVE) ไปข้างหน้า จึงเรียกว่า “ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่” โดยการหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่นั้นสามารถทำได้หลายรูปแบบ ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ “เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่”

ทำไมต้องเป็นค่าเฉลี่ย 200 วัน จะเป็น 190 วันหรือ 210 วันได้หรือไม่

ระยะเวลาที่ใช้ในการคำนวณนั้นขึ้นอยู่ลักษณะของการลงทุน หากเป็นการลงทุนระยะสั้นจำนวนวันก็จะน้อย แต่หากเป้นการลงทุนระยะยาวจำนวนวันก็จะมากขึ้น เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่คำนวณได้จะมีความราบเรียบมากกว่าเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น ส่วนในเรื่องที่ว่าทำไมต้องเป็น 200 วันนั้นคุณสามารถหาคำตอบได้จากหนังสือของ Hurst ในส่วนของ Stock Transaction

อธิบายเกี่ยวกัเรื่องของแนวรับแนวต้าน และวิธีใช้งาน

สมมุติว่าแนวรับอยู่ที่ 35 บาท นั่นหมายความว่าราคาหุ้นตกลงมาที่จุดนี้แล้วเด้งขึ้น โดยทีมันได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต แนวคิดในเรื่องนี้คือ มีนักลงทุนบางกลุ่มรอคอยที่จะซื้อหุ้นที่ราคานี้ ลองจินตนาการดูว่า เมื่อเขาซื้อหุ้นได้ในราคานี้แล้วและหุ้นเด้นขึ้น จนมาถึงแนวต้าน (สมมุติว่าที่ 45 บาท) เขาก็ขายเพราะเห็นว่าหลายครั้งที่หุ้นขึ้นมาถึงราคานี้ก็มักจะถูกดึงให้ตกลง สาเหตุที่ทำให้หุ้นที่ขึ้นมาถึงจุดนี้แล้วถูกดึงลงมาอีกครั้ง คือมีนักลงทุนบางส่วนที่ซื้อหุ้น ณ จุดนี้และเห็นราคาตกเมื่อหุ้นเด้งกลับมาอีกครั้งจึงต้องการที่จะขายออกเพราะกลัวว่าหุ้นจะตกอีกครั้ง

กลยุทธ์หนึ่งที่ใช้กันก็คือซื้อหุ้นใกล้ๆ แนวรับและขายออกใกล้แนวต้าน แต่บางคนก็รอดูว่าหุ้นจะทะลุแนวต้านได้หรือไม่ และเมื่อหุ้นทะลุแนวต้านแรกได้ ก็จะเข้าซื้อเพิ่มเพราะคาดว่าหุ้นจะวิ้งสูงขึ้น

ส่วนแนวรับนั้น บางคนก็ใช้เป็นจุด stop loss คือเมื่อหุ้นตกลงทะลุจุดนี้ให้ขายทิ้ง เพราะคาดว่าหุ้นจะตกลงไปอีกมากนั่นเอง

อะไรที่เป็นสาเหตุให้แนวรับและต้านเหล่านี้ถูกทะลุผ่านได้

หากมีข่าวหรือข้อมูลที่ทำให้มุมมองเกี่ยวกับหุ้นเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและส่งผลให้เกิดการตอบสนองอย่างทันทีทันใด ถ้าข่าวนี้มีผลต่อราคาหุ้นอย่างมาก คุณก็อาจเป็นการกระโดดของราคาเป็น gap ที่ทะลุแนวรับหรือแนวต้านไปเลยก็ได้

ที่มา : สยามอินโฟบิส โดย Chaiyanun

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: